
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551
"หางยาว" ที่ไม่ได้วิ่งบนน้ำ

ทฤษฎีหางยาว หรือ Long tail ถูกพูดถึงกันอย่างมากในวงการการตลาด ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การบริหาร ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดบอกว่าหนีไม่พ้นที่วงการนักประชาสัมพันธ์จะต้องใส่ใจในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
Long tail คือการเปรียบเปรยอธิบายปรากฎการร์ทางสังคม (ที่เป็นเช่นนนี้มานานแล้ว) อย่างง่ายๆ ว่าคนในสังคมจะแบ่งได้ใหญ่ๆ เป็นสองจำพวกในทุกๆเรื่อง คือ "พวกกระแสหลัก" และ "พวกกระแสรอง" ในที่นี้เค้าเรียกกันว่า "พวกหัว" กับ "พวกหาง"
ถึงจะเป็นหางก็เป็นหางที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็น "หางยาว" แถมยังยางไม่ธรรมดา เพราะยาวออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้ทุกคนต้องย้อนกลับมาตีความให้คุณค่า "หางที่ถูกลืม" นี้เสียใหม่
พวกหัวจะมีแค่ 20% ในขณะที่พวกหางยาวไม่มีที่สิ้นสุดนี้รวมๆ แล้วมีถึง 80% ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย และน่าเชื่อถือ คือ สื่อมวลชนที่ทรงอานุภาพและมีประสิทธิผลมากที่สุดในบ้านเราคือโทรทัศน์ ช่วงเวลาที่คนดูรายการโทรทัศน์มากที่สุดคือรายการละครหลังข่าว แล้วรู้มั้ยว่าคนที่ดูรายการละครหลังข่าวทุกช่องรวมกันนั้นมีจำนวนสักกี่ล้านคนกันจากคนทั้งประเทศ 65 ล้าน
แล้วทำไมยังต้องเสียเวลาไปแย่งชิงเสียเงินจำนวนมหาศาลกับโทรทัศน์ ที่มีแต่พวกหัวขนาดเล็กๆ ทั้งหลาย ในขณะที่เราเห็นทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือวิธีการที่จะสื่อสารถึงคนจำนวนมากกว่า "คนส่วนใหญ่" ที่ดูโทรทัศน์ นั่นคือการสื่อสารถึงคนกลุ่มน้อยกว่า หลายๆ กลุ่ม ที่อาจจะทำอย่างอื่นๆ อยู่ในเวลานั้น เช่น คนที่กำลังรถติดอยู่บนท้องถนน คนที่กำลังอาบน้ำจะเข้านอน คนที่กำลังรับประทานอาหาร คนที่กำลังเที่ยวกลางคืน คนที่กำลังฟังวิทยุ คนที่กำลังเล่น MSN Hi5 และคนที่กำลัง... อีกมากมายมหาศาล
เทคโนโลยี Web 2.0 นั้นรองรับแนวคิดนี้ได้อย่างดีทีเดียว ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในการทำธุกรกิจบนอินเตอร์เน็ต
แนวคิดนี้จึงถูกนำมาใช้ประยุกต์ได้หลากหลายแบบ ประสบความสำเร็จกันมากมาย เช่น การทำธุรกิจของ Google เน้นเล็กๆ แต่ครอบคลุมทุกอย่าง Amazon.com ขายของทุกอย่าง จะหายากแค่ไหนก็ตาม แม้ว่าของชิ้นนั้นอาจเป็นที่ต้องการสำหรับคนแค่ไม่กี่คนบนโลกก็ตาม
นักประชาสัมพันธ์ทั้งหลายจึงควรตระหนักในพลังของ "หาง" ซึ่งเป็น "คนส่วนมาก" ที่แท้จริง ไม่ใช่คนส่วนมากจอมปลอม อย่างที่เคยเข้าใจกันในอดีต เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์ นั่นคือ Stakeholders ขององค์กร
Web 2.0 แบบโคตร Basic

เราพบเห็น Web 2.0 ที่ถูกพัฒนาออกไปมากมาย จนทำให้หลงลืมไปเสียว่า Web2.0 ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาไปที่หน้าตาอันสวยงาม ทันสมัยเท่านั้น แต่เป็นเพียงพื้นที่เปิดที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าถึงกันได้เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายคถุณสมบัติพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ-อง Web2.0 ดังนี้
- The Web as an Application Platform
- Social Affiliation
- Being Online vs Going Online
- Digital Self Expression
- The Participatory (read-write) Web
จะแนะนำให้รู้จักกับ Web2.0 ที่หน้าตาเหมือน Web 1.0 ยุคแรกเริ่มดึกดำบรรพ์ แต่ด้วย ConCept นั้นโคตรจะเป็น 2.0 อย่างเต็มตัว
http://www.craigslist.org/about/sites
Craiglists ถึงแม้จะหน้าตาดูแย่ อาจทำให้ผงะ คิดว่าพิมพ์ URL ผิด แต่อย่ามองกันแต่เพียงหน้าตา เพราะ Craiglists คือ Web2.0 พันธุ์แท้ที่เป็นพื้นที่ทำให้ผู้ซื้อ ได้พบผู้ขาย "ใครใคร่ซื้อๆ ใครใคร่ขายขาย" ซื้อกันได้กอย่าง ขายกันได้ทุกอย่าง ไม่เชื่อลองดูกันเอาเอง
แม้แต่ระบบ Search Engine นั้นก็ถูกคลุมด้วยแนวคิด 2.0 ที่คล้ายๆ กับ Craiglist กล่าวคือ ทำให้ Demand มาพบกับ Supply เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการ Interact กันด้วยวิธีการใดวธีการหนึ่ง เหมือนที่ SE เป็นที่พบปะกันของผู้ที่ต้องการให้ข้อมูลและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูล เท่านั้นเอง
ระดับขั้นของการบรรลุมรรคผล บนโลกดิจิตัล

"ลิขสิทธิ์ทางปัญญา" เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ใครๆ ต่างหวงห้าม ก็อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แรงสมอง คิด เค้น ค้น ประดิษฐ์ประดอย กว่าจะออกมาเป็นผลงานแต่ละชิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีคนอยู่ไม่น้อย เป็นจำพวกติสต์แตก อารมณ์ศิลปินพุ่งพล่าน หรือไม่ก็อาจมีพระอรหันต์องค์ใดเข้าสิง จึงเกิดอาการอยากสละความสุขทางโลกอันจอมปลอมทั้งหลาย และสละแม้กระทั่งทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองเป็นทาน ให้แก่สัตว์โลก
อย่าเพิ่งตกใจไปว่าเราจะสละโลกหันไปศึกษาพระธรรม เพียงแต่ต้องการจะพูดถึงเรื่องของความเสียสละ และอุดมการณ์ของนักคิด นักประดิษฐ์ทั้งหลายบนโลกดิจิตัล เท่านั้น ว่ากันไปก็คือ วันนี้จะพูดถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม "Copy rights" หรือ "All Rights Reserve" ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิ์ทางปัญญา มาพูดถึงการแบ่งปันบนโลกออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า "Creative Commons" หรือ "Some Rights Reserve" ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิ์ให้ไม่จำกัดสิทธิ์ หรือการจำกัดสิทธิ์บางประการเพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นสามารถพัฒนา ดัดแปลงต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยก็สามารถ Share ได้ ว่ากันว่าคือสละให้เป็นสมบัติส่วนรวมของชาวโลกนั่นเอง
Creative Commons (CC) คือ การลิขสิทธิ์ประเภทหนึ่ง ที่จำกัดสิทธิ์เพียงบางประการ ในการให้ผู้อื่นนำไปทำต่อ ดัดแปลง พัฒนา หรือแบ่งปันนำไปใช้ระหว่างกัน โดยเป็นลิขสิทธิ์ เพื่อจำกัดลิขสิทธิ์ กล่าวคือ เกิดขึ้นเพื่ต่อต้านการจำกัดสิทธิ์ด้วยระบบลิขสิทธิ์แบบเดิมๆ ที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการแบ่งปัน และพัฒนาต่อ
เน้นไปที่ 4 ประการคือ
1. Attribution หรือ การยกย่อง ให้เครดิตแก่เจ้าของผลงาน
2. No Derivative Works คือ ห้ามดัดแปลงผลงานเด็ดขาด
3. Noncommercial คือ ห้ามนำไปกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายลักษณะการหารายได้ หรือผลประโยชน์4. Share Alike คือ ให้ติด CC นั้นตลอดไป
นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานกันระหว่าง CC แต่ละแบบ ได้สารพัดตามแต่ใจของเจ้าของผลงาน ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.creativecommons.org/
อธิบายง่ายๆ CC ก็เหมือนระดับคุณธรรมของเจ้าของผลงานนั่นเอง แล้วแต่ใครจะมีกิเสลสมากกิเลสน้อย และยังยึดติดใน สุข ลาภ ยศ สรรเสริญ เท่าไหร่นั่นเอง
ระดับการบรรลุขั้นที่ 1 คือ ระดับของการเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง รู้จักการแบ่งปันให้แก่เพื่อนร่วมโลก นั่นคือ ระดับการให้ Share Alike และ Noncommercial นั่นเอง แต่ผู้ที่เข้าถึงระดับนี้ได้อาจยังมีกิเลสขั้น "อัตตา" หรือการยึดติดความเป็นตัวตนหนาแน่นอยู่ จึงไม่อาจสละความคิดที่ว่า "ผลงานของชั้นดีเลิศที่สุดในโลก" ออกไปได้จึงอาจมีการบังคับ NO Derivative Works ไม่ให้ดัดแปลง ทำซ้ำ กระทำการใดๆ อันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลงานอันทรงคุณค่าหนึ่งเดียวของเค้า
ระดับการบรรลุขั้นที่ 2 คือ ระดับที่สูงขึ้นมาอีกกล่าวคือสามารถสละตัวตนออกไปได้ เข้าข่ายจะเอาผลงานของชั้นไปปู้ยี้ปู้ยำ หรือพัฒนาต่อยังไงก็ได้ชั้นไม่ว่า ถ้าคิดว่าทำแล้วดีกว่าเดิม แต่ขออย่างเดียวว่า ยกย่องให้เกียรติชั้นสักหน่อยว่านี่มันเริ่มต้นมาจากงานของชั้น ระดับนี้ยังติดตรา Attribution ยังมีอัตตาสูงอยู่ แถมยังเป็นพวกทำดีหวังได้บุญ หรือหวังหน้าตา สละ ลาภ ยศ สรรเสริญ ออกไม่ได้ เลยยังไม่ถึงนิพพานเสียที
ระดับการบรรลุขั้นสูงสุด คือ การปลดพันธนาการทั้งหลายออกหมด เข้าสู่ภาวะนิพพานบนโลกออนไลน์ ไร้การยึดติด ไร้ตัวตน(จริงๆ เพราะไม่มีใครอ้างถึง) ไม่ต้องการลาภ ยศ ชื่อเสียง
นอกจาก CC แล้ว Open Source หรือ Software ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แก้ไข พัฒนาตัวโปรแกรมได้ก็เป็นงานลิขสิทธิ์แบบ CC ประเภทหนึ่ง กล่าวคืออยู่ในระดับการบรรลุขั้นที่ 2 ซึ่งก็ถือว่าเป็นการมีคุณธรรมขั้นสูงของผู้ผลิตที่ขอให้เกิดการพัฒนา แบ่งบันระหว่างกัน เข้าใจ Concept ของการ Sharing ซึ่งเป็นหัวใจของ Web 2.0 ได้ชัดเจน แต่อย่าเข้าใจผิดว่า Freeware คือ OpenSource ล่ะ เพราะมันบรรลุแค่ระดับ 1 เท่านั้นกล่าวคือให้ใช้ได้ แต่ห้ามขายห้ามดัดแปลงผลงาน ตัวอย่างเช่น WinAmp I.E. เป็นต้น
"Micro Blog" Trend ใหม่บนโลกออนไลน์

Blog ถูกพัฒนารูปแบบออกไปอย่างรวดเร็วมาก ปัจจุบัน Blog ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางเห็นจะหนีไม่พ้น Micro Blog หรือ บล็อกสำหรับไปแชร์เรื่องสั้นๆ กันเล็กๆน้อยๆ อย่าง Twitter.com ที่ตอยสนองพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เวลาน้อยลง อ่านน้อยลง แต่ยังต้องการสื่อสาร เป็นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ การปั่นกระแส สร้าง word of Mouth หรือ การเน้นย้ำให้เกิดการรับรู้ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆ และยังเหมาะสำหรับการตรวจเช็คกระแสในสังคม เป็นทั้งเครื่องมือรับข้อมูลและส่งข้อมูลชั้นเยี่ยม ที่เหมาะทั้งรูปแบบ และไม่เสีย Concept ความแยบยล น่าเชื่อถือของสาร PR ในโลกยุคสีเทา คลุมเครือ พีอาร์ยุคใหม่ควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
Social Network Trend Settings และ Agenda Settings

Social Network คือความพยายามอธิบายการสื่อสารของคนบนโลกโลกาภิวัตน์ที่เทคโนโลยีเข้ามาทลายเส้นแบ่งทั้งหลายออกได้หมด ข้อมูลข่าวสาร จึงถูกส่งไหลไปในระบบอย่างไร้ทิศทาง
Trend Setting หรือการกำหนดแนวโน้ม สร้างกระแสในสังคมก็เป็นการอธิบายการเกิดแนวโน้มใหม่ๆ ในสังคม หรือการเกิด Fashion ของคนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรม คำพูด การกระทำ การใช้ชีวิต ฯลฯ ทุกๆ อย่าง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อว่า โลกคือ Social Network ขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงคนทุกคนเข้าด้วยกัน
ในระบบคิดของ Trend Setting แบ่งคนออกเป็นสี่จำพวก ได้แก่ Trend Setter หรือจุดกำเนิด Trend ที่ต้องเผยแพร่ไปในคนกลุ่มที่ 2 คือ Opinion Leader ใหได้จึงจะเข้าสู่กลุ่มคนระดับที่ 3 และ 4 คือเข้าถึงทุกคนในสังคมต่อไป ซึ่งก็เป็นการสื่อสาร 2 ขั้นตอน (2 Step Communication) นั่นเอง ขั้นแรกจาก Source ไปยัง Opinion Leader ขั้นที่สองจาก Opinion Leader ไปยังคนต่างๆ จึงดห็นได้ว่า เรื่องนี้จึงเป็นแค่เร่องเก่าเล่าใหม่ เพราะแต่แรกเริ่มเดิมทีที่มนุษย์เข้าใจระบบสังคม และการอยู่ร่วมกันแบบ "สัตว์สังคม" มนุษย์ก็สามารถรู้วิธีการ Set Trend ต่างๆ อยู่แล้ว
Agenda Setting ต่างหากที่เป็นเรื่องใหม่ ถึงแม้จะไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นปีสองปี แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของโลก เพราะการเกิดขึ้นของสื่อมวลชนก็เป็นเรื่องใหม่ของ "สัตว์สังคม" ที่ชื่อว่ามนุษย์ นั่นก็คือการยกย่องให้ "สื่อมวลชน" เป็นนายทวาร (Gate Keeper) คอยกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้อีกที เพราะฉะนั้นก็เปรียบสื่อมวลขนเป็นเหมือน Opinion Leader รายใหญ่ที่ลกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารในขั้นแรกก่อนที่จะให้ Oยinion Leader ในขั้นต่อๆ มากลั่นกรองก่อนส่งต่อไป
DRM ความงกของผู้ผลิต ภัยทำลายภาพลักษณ์ตนเอง
DRM (Digital Rights Management) หรือที่จะอธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ ระบบการควบคุมลิขสิทธิ์ของสื่อดิจิตัลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกมส์ ซอฟท์แวร์ เพลง ถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อ EA ผู้ผลิตเกมส์รายใหญ่ต้านทานกระแสผู้บริโภคไม่ไหวยอมถอยแก้ DRM ของเกมส์ Spores หลังจากที่ถูกแบนอย่างหนัก ตามข่าว
http://www.blognone.com/node/8938
http://www.blognone.com/node/9010
ก่อนหน้านั้นการต่อต้าน DRM ก็มีมากขึ้นๆ เริ่มมาชัดเจนขึ้นตอนที่ Microsoft เลิกสนับสนุน DRM ของ MSN Music เดิม ทำให้ผู้ใช้บริการจำนวนมากถูกลอยแพ เนื่องจากไม่สามารถขอคีย์เพลงเพื่อไปลงเครื่องเล่นประเภทอื่นๆ ได้อีกต่อไป เป็นผลทำให้เกิดการต่อต้านระบบการควบคุมที่เรียกว่า DRM นี้มากขึ้นในวงกว้าง จนกระทั่งผู้ผลิตหลายรายยอมเลิกใช้ DRM หันมาขาย MP3 แบบเก่า อย่างกรณ๊ของ Wal-mart (http://www.blognone.com/node/9090) จนปัจจุบันเหลือเพียง Warners เท่านั้นที่ยังไม่ยอมถอน DRM ในขณะที่ค่ายเพลงรายใหญ่อย่าง โซนี่ EMI และ Universal ก็กลับมาใช้ MP3 Format กันหมดแล้ว เพราะนอกจากคำขู่ของ Wal-Mart ที่จะถอน WMA ออกจากระบบทั้งหมดแล้ว Format MP3 ยังมีข้อดีอีกข้อคือการไม่สนับสนุน DRm นั่นเอง
ในประเทศไทยเองเรื่องของ DRM ก็มักถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงต่อต้านกันอย่างหนัก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกด้านอาชญากรรมเกี่ยวลิขสิทธิ์ทางปัญญา บริษัทค่ายเพลง ค่ายหนังต่างๆ พยายามหาทางรอดให้ตัวเอง ทั้งกดดันภาครัฐให้ออกกฎหมายที่เข้มแข็งในการดูแลเรื่องนี้ รวมถึงกระตุ้นให้รัฐบาลตรวจตราจับกุมมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็พยายามรณรงค์ให้ผู้บริโภคใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ แต่ก็ไม่เป็นผลมากนัก จนต้องพยายามเปลี่ยนแปลง Positioning มาหารายได้จากการขาย Contents แทน ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ DRM เข้ามาช่วย
DRM มักถูกมองเป็นภัยด้านลบสำหรับตัวผู้บริโภค เพราะมักรู้สึกว่าตนเองเสียเงินซื้อไปน่าจะได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากสินคานั้น แต่กลับถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ มากมาย จึงทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกผู้ผลิต "ข่มขืนกระทำชำเรา"
DRM สำหรับผู้ผลิตจึงไม่ได้สร้างแต่ประโยชน์ให้เท่านั้น แต่กลับเป็นเสมือน "ดาบสองคม" ที่หากจะเลือกหยิบมาใช้ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นอาจย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้เช่นกัน
กระแสต่อต้าน DRM ของผู้บริโภคไม่เพียงแต่ต่อต้านสินค้านั้นเท่านั้น แต่เป็นการต่อต้านทั้งระบบ กล่าวคือ ไม่ซื้อสินค้าจากองค์กรนั้นอีกเลย และไม่ข้องเกี่ยวกับตราสินค้านั้น กลายเป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของตราสินค้า และภาพลักษณ์ขององค์กร
การทำธุรกิจในยุคใหม่นี้ ถูกจับตามองอย่างรอบด้าน โดยสิ่งที่เรียกว่า "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" หรือ Stakeholders คือเป็นการมองในมุมมองของการสื่อสาร ในเมื่อเราอยู่ในสังคมโลกาภิวัฒน์ การขยับตัวขององค์กรจึงเป็นเรื่องที่ถูกตรวจสอบโดยสังคมโลกอยู่ตลอดเวลา นักประสัมพันธ์จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ทั้งบทบาทในการแนะนำการบริหารองค์รวม และบทบาทในการควบคุมการสื่อสาร
กรณีศึกษา DRM ดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นอิทธิพลของการรวมกลุ่มของ Stakeholders ทั้งๆที่บางคนไม่ใช่ลูกค้า ไม่เคยซื้อสินค้าของบริษัท แต่เป็นสมาชิกชุมชนคนต่อต้าน DRM ที่สามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการของบริษัท สุดท้ายก็คือต้องยอมถอยเหมือน EA ในกรณีของ Spore คิดว่าจุดจบของการทำธุรกิจแบบใช้ DRM คงมีมาให้เห็นในเร็ววัน เนื่องจาก "ภาพลักษณ์" นั้นมีมูลค่าสูงยิ่งกว่ากำไรต่อปีของบริษัทเสียอีก และเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องการมีเพื่อที่จะทำธุรกิจต่อไปได้อย่างสะดวก
ผู้ผลิตคงต้องหาวิธีใหม่ที่แยบยลแนบเนียนและดูจริงใจกว่า DRM แบบเก่าๆ หรือไม่ก็ต้องยอมถอยหันกลับมาหาวิธีการเดิมๆ เหมือนอย่างที่บริษัทเพลงหันกลับมาใช้ MP3 Format อีกครั้ง
http://www.blognone.com/node/8938
http://www.blognone.com/node/9010
ก่อนหน้านั้นการต่อต้าน DRM ก็มีมากขึ้นๆ เริ่มมาชัดเจนขึ้นตอนที่ Microsoft เลิกสนับสนุน DRM ของ MSN Music เดิม ทำให้ผู้ใช้บริการจำนวนมากถูกลอยแพ เนื่องจากไม่สามารถขอคีย์เพลงเพื่อไปลงเครื่องเล่นประเภทอื่นๆ ได้อีกต่อไป เป็นผลทำให้เกิดการต่อต้านระบบการควบคุมที่เรียกว่า DRM นี้มากขึ้นในวงกว้าง จนกระทั่งผู้ผลิตหลายรายยอมเลิกใช้ DRM หันมาขาย MP3 แบบเก่า อย่างกรณ๊ของ Wal-mart (http://www.blognone.com/node/9090) จนปัจจุบันเหลือเพียง Warners เท่านั้นที่ยังไม่ยอมถอน DRM ในขณะที่ค่ายเพลงรายใหญ่อย่าง โซนี่ EMI และ Universal ก็กลับมาใช้ MP3 Format กันหมดแล้ว เพราะนอกจากคำขู่ของ Wal-Mart ที่จะถอน WMA ออกจากระบบทั้งหมดแล้ว Format MP3 ยังมีข้อดีอีกข้อคือการไม่สนับสนุน DRm นั่นเอง
ในประเทศไทยเองเรื่องของ DRM ก็มักถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงต่อต้านกันอย่างหนัก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกด้านอาชญากรรมเกี่ยวลิขสิทธิ์ทางปัญญา บริษัทค่ายเพลง ค่ายหนังต่างๆ พยายามหาทางรอดให้ตัวเอง ทั้งกดดันภาครัฐให้ออกกฎหมายที่เข้มแข็งในการดูแลเรื่องนี้ รวมถึงกระตุ้นให้รัฐบาลตรวจตราจับกุมมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็พยายามรณรงค์ให้ผู้บริโภคใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ แต่ก็ไม่เป็นผลมากนัก จนต้องพยายามเปลี่ยนแปลง Positioning มาหารายได้จากการขาย Contents แทน ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ DRM เข้ามาช่วย
DRM มักถูกมองเป็นภัยด้านลบสำหรับตัวผู้บริโภค เพราะมักรู้สึกว่าตนเองเสียเงินซื้อไปน่าจะได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากสินคานั้น แต่กลับถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ มากมาย จึงทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกผู้ผลิต "ข่มขืนกระทำชำเรา"
DRM สำหรับผู้ผลิตจึงไม่ได้สร้างแต่ประโยชน์ให้เท่านั้น แต่กลับเป็นเสมือน "ดาบสองคม" ที่หากจะเลือกหยิบมาใช้ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นอาจย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้เช่นกัน
กระแสต่อต้าน DRM ของผู้บริโภคไม่เพียงแต่ต่อต้านสินค้านั้นเท่านั้น แต่เป็นการต่อต้านทั้งระบบ กล่าวคือ ไม่ซื้อสินค้าจากองค์กรนั้นอีกเลย และไม่ข้องเกี่ยวกับตราสินค้านั้น กลายเป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของตราสินค้า และภาพลักษณ์ขององค์กร
การทำธุรกิจในยุคใหม่นี้ ถูกจับตามองอย่างรอบด้าน โดยสิ่งที่เรียกว่า "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" หรือ Stakeholders คือเป็นการมองในมุมมองของการสื่อสาร ในเมื่อเราอยู่ในสังคมโลกาภิวัฒน์ การขยับตัวขององค์กรจึงเป็นเรื่องที่ถูกตรวจสอบโดยสังคมโลกอยู่ตลอดเวลา นักประสัมพันธ์จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ทั้งบทบาทในการแนะนำการบริหารองค์รวม และบทบาทในการควบคุมการสื่อสาร
กรณีศึกษา DRM ดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นอิทธิพลของการรวมกลุ่มของ Stakeholders ทั้งๆที่บางคนไม่ใช่ลูกค้า ไม่เคยซื้อสินค้าของบริษัท แต่เป็นสมาชิกชุมชนคนต่อต้าน DRM ที่สามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการของบริษัท สุดท้ายก็คือต้องยอมถอยเหมือน EA ในกรณีของ Spore คิดว่าจุดจบของการทำธุรกิจแบบใช้ DRM คงมีมาให้เห็นในเร็ววัน เนื่องจาก "ภาพลักษณ์" นั้นมีมูลค่าสูงยิ่งกว่ากำไรต่อปีของบริษัทเสียอีก และเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องการมีเพื่อที่จะทำธุรกิจต่อไปได้อย่างสะดวก
ผู้ผลิตคงต้องหาวิธีใหม่ที่แยบยลแนบเนียนและดูจริงใจกว่า DRM แบบเก่าๆ หรือไม่ก็ต้องยอมถอยหันกลับมาหาวิธีการเดิมๆ เหมือนอย่างที่บริษัทเพลงหันกลับมาใช้ MP3 Format อีกครั้ง
แนวคิด Wisdom of Crowds จุดกำเนิด Web 2.0

ถึงแม้แนวคิด Wisdom of Crowds หรือ ความฉลาดของกลุ่มชนจะเพิ่งมาโด่งดังได้ไม่นาน ถ้าเทียบกับความโด่งดังของ Web 2.0 แต่การกำเนิดขึ้นของแนวคิด Web2.0 นั้นก็เริ่มต้นมาจากพื้นฐานความเชื่อเรื่องความฉลาดของกลุ่มชน ซึ่งเป็นความคิดของซีกโลกตะวันตกนั่นเอง
ความฉลาดของกลุ่มชน คือ แนวคิดที่เชื่อว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียว แต่ละคนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีใครเห็นไปทุกด้าน รู้ไปทุกด้าน คนหนึ่งอาจรู้ดีแง่ลึก คนหนึ่งอาจรู้ดีในภาพรวม เมื่อช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จึงเกิดผลลัพธ์ในลักษณะหลายมิติ นั่นคือกระบวนการคิดสาธารณะ หรือกระบวนความคิดของกลุ่ม แต่ไม่ใช่กระบวนการ "แบบกลุ่มๆ" ของการเมืองไทยในปัจจุบัน
ความฉลาดของกลุ่มชนจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางสังคมบางประการ กล่าวคือ บุคคลจะต้อยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เปิดกว้างฟังความเห็นของคนอื่น และสังคมจะต้องมีคนที่ฉลาดเท่าเทียมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ก็อย่างที่บอกว่ายังเกิดในสังคมไทยไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีปัญหาคาราคาซังอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เลยกลายเป็น "ความโง่ของพวกชั้น" "ความโง่ของพวกเธอ" ไม่ใช่ "ความฉลาดของคนไทย"
แม้แต่ "การเมืองใหม่" ซึ่งเป็นข้อเสนอของฝ่ายพันธมิตรฯ นั้นก็ขัดกับหลักความคิดนี้สิ้นดี เพราะให้เชื่อมั่นในกลุ่มบุคคล ตัวบุคคล ที่ทรงความรู้ และอยู่ในสถานภาพอันสูง ควรเคารพในสังคม เป็นวิธีคิดแบบตะวันออกขนานแท้ กล่าวคือ เชื่อในเมธี เชื่อในนักปราชญ์ เป็นทางออกที่ใช้กันในหลายประเทศตะวันออกได้ผล ไม่ว่าจะญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ แต่สำหรับสถานการณ์ในประเทศปัจจุบันคงเป็นไปได้ยาก เพราะถึงทางตันของวิกฤติศรัทธาหา "ฮีโร่ขี่ม้าขาว" คนนั้นยังไม่เจอ
กลับมาเรื่อง Web 2.0 กันต่อ แม้ว่าปัจจุบันคำๆนี้จะค่อนข้างเก่า เพราะกำลังพูดไปถึง Web10.0 กันแล้ว แต่แนวคิดนี้ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่พลิกโฉมโลกได้ในพลิบตา
ภายใต้แนวคิด Web 2.0 เพียงแนวคิดเดียวยังสามารถพัฒนาเครื่องมือ วิธีการใหม่ๆ ออกมาได้อีกมากมาย แม้กระทั่งว่าต่อไปหากคนเราสามารถสื่อสารกันผ่านโทรจิตได้ก็ตาม แนวคิดนี้ก็ยังจะไม่ตาย เพราะอะไรนั่นหรือ
เพราะ Web2.0 คือการว่าด้วยการไหลของข้อมูลในระบบเปิดระบบใหญ่ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกๆ จุดเองสามารถกลายเป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลประเภทหนึ่งๆ ได้ และสามารถแก้ไข ตรวจสอบข้อมูลระหว่างกันได้ เป็นระบบที่นำมาสู่แนวคิด "ความเป็นสาธารณะ" ของจริง ทำลายพรมแดนทั้งหมดอย่างแท้จริง หากจะกล่าวว่าอินเตอร์เน็ตทำลายเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ Web 2.0 ก็คือสิ่งที่ทำลายเส้นแบ่งทางความคิด ชนชั้น การเข้าถึง ฯลฯ และทุกอย่างอออกไปได้อย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างการเป็น Sender และ Reciever ในกระบวนการสื่อสาร
ในโลกออนไลน์แบ่งสถานะเป็น 2 แบบ คือ User กับ Provider แต่ Web 2.0 ทลายเส้นแบ่งนั้น ให้ทุกคนสามารถเป็นได้ทั้งสองสถานะพร้อมกัน เห็นได้ง่ายๆ จาก การใช้ Blog หรือ Social Media ต่างๆ ในปัจจุบัน
Web 2.0 ไม่เชื่อมั่นในตัวบุคคล เท่ากับเชื่อมั่นในความฉลาดของกลุ่มชนนั่นเอง จึงกำเนิดเทคโนโลยีใหม่ๆที่พลิกโฉมโลกออกมา ใครจะคิดว่าวันหนึ่ง เราจะสามารถเขียนสารานุกรมได้ เหมือนที่เกิดขึ้นใน Wikipedia สารานุกรมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสารานุกรมของคนทั้งโลก ที่ถูกตรวจสอบโดยคนทั้งโลก เข้าถึงไดโดยคนทั้งโลก
การก้าวเข้าสู่ Web 2.0 เป็นการยอมรับการเปิดกว้างทางปัญญาแบบใหม่ๆ ให้เป็นสมบัติของสาธารณะมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของ Creative Commons เป็นต้น
Thai PBS หรือทีวีสาธารณะเองก็อยู่บนรากฐานของแนวคิด Wisdom of Crowds นั่นเอง เพราะเป็นพื้นที่ของสาธารณชน ที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ในทุกบทบาท ทั้งผู้ชมที่มีปากมีเสียงเต็มที่ หรือเป็นเจ้าของผู้ผลิตรายการ จะเห็นว่าประเทศไทยก็นำแบบจำลองนี้มาจากประเทศตะวันตก ถ้าสามารถประยุกต์แนวคิดนี้ไปใช้กับด้านอื่นๆ เช่น การเมืองได้ ก็คงดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

