
ทฤษฎีหางยาว หรือ Long tail ถูกพูดถึงกันอย่างมากในวงการการตลาด ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การบริหาร ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดบอกว่าหนีไม่พ้นที่วงการนักประชาสัมพันธ์จะต้องใส่ใจในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
Long tail คือการเปรียบเปรยอธิบายปรากฎการร์ทางสังคม (ที่เป็นเช่นนนี้มานานแล้ว) อย่างง่ายๆ ว่าคนในสังคมจะแบ่งได้ใหญ่ๆ เป็นสองจำพวกในทุกๆเรื่อง คือ "พวกกระแสหลัก" และ "พวกกระแสรอง" ในที่นี้เค้าเรียกกันว่า "พวกหัว" กับ "พวกหาง"
ถึงจะเป็นหางก็เป็นหางที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็น "หางยาว" แถมยังยางไม่ธรรมดา เพราะยาวออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้ทุกคนต้องย้อนกลับมาตีความให้คุณค่า "หางที่ถูกลืม" นี้เสียใหม่
พวกหัวจะมีแค่ 20% ในขณะที่พวกหางยาวไม่มีที่สิ้นสุดนี้รวมๆ แล้วมีถึง 80% ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย และน่าเชื่อถือ คือ สื่อมวลชนที่ทรงอานุภาพและมีประสิทธิผลมากที่สุดในบ้านเราคือโทรทัศน์ ช่วงเวลาที่คนดูรายการโทรทัศน์มากที่สุดคือรายการละครหลังข่าว แล้วรู้มั้ยว่าคนที่ดูรายการละครหลังข่าวทุกช่องรวมกันนั้นมีจำนวนสักกี่ล้านคนกันจากคนทั้งประเทศ 65 ล้าน
แล้วทำไมยังต้องเสียเวลาไปแย่งชิงเสียเงินจำนวนมหาศาลกับโทรทัศน์ ที่มีแต่พวกหัวขนาดเล็กๆ ทั้งหลาย ในขณะที่เราเห็นทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือวิธีการที่จะสื่อสารถึงคนจำนวนมากกว่า "คนส่วนใหญ่" ที่ดูโทรทัศน์ นั่นคือการสื่อสารถึงคนกลุ่มน้อยกว่า หลายๆ กลุ่ม ที่อาจจะทำอย่างอื่นๆ อยู่ในเวลานั้น เช่น คนที่กำลังรถติดอยู่บนท้องถนน คนที่กำลังอาบน้ำจะเข้านอน คนที่กำลังรับประทานอาหาร คนที่กำลังเที่ยวกลางคืน คนที่กำลังฟังวิทยุ คนที่กำลังเล่น MSN Hi5 และคนที่กำลัง... อีกมากมายมหาศาล
เทคโนโลยี Web 2.0 นั้นรองรับแนวคิดนี้ได้อย่างดีทีเดียว ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในการทำธุกรกิจบนอินเตอร์เน็ต
แนวคิดนี้จึงถูกนำมาใช้ประยุกต์ได้หลากหลายแบบ ประสบความสำเร็จกันมากมาย เช่น การทำธุรกิจของ Google เน้นเล็กๆ แต่ครอบคลุมทุกอย่าง Amazon.com ขายของทุกอย่าง จะหายากแค่ไหนก็ตาม แม้ว่าของชิ้นนั้นอาจเป็นที่ต้องการสำหรับคนแค่ไม่กี่คนบนโลกก็ตาม
นักประชาสัมพันธ์ทั้งหลายจึงควรตระหนักในพลังของ "หาง" ซึ่งเป็น "คนส่วนมาก" ที่แท้จริง ไม่ใช่คนส่วนมากจอมปลอม อย่างที่เคยเข้าใจกันในอดีต เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์ นั่นคือ Stakeholders ขององค์กร

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น